คำว่า "ภาพยนตร์" ตามที่ผมได้เรียนมา คือการรวมกันของคำสองคำ นั่นคือ คำว่า "ภาพ" ก็คือรูปภาพนั่นแหละครับ
และคำว่า "ยนตร์" คือการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ "ยนต์" ที่แปลว่าเครื่องกลไก นะครับ
ซึ่งก็คือรูปภาพที่เคลื่อนไหวได้นั่นเอง
เท่าที่พอจำได้ ไอ้จุดเริ่มของการเกิดภาพเคลื่อนไหวครั้งแรกของโลกนั้นมาจาก "การพนัน" ครับ
เรื่องของเรื่องก็คือ มีเศรษฐี 2 หน่อที่คาดว่าจะติดพนันงอมแงม ไปแทงม้าด้วยกันแล้วสงสัยกันว่า
จังหวะที่ม้าวิ่งจะมีขณะหนึ่งที่เท้าทั้ง 4 ลอยจากพื้นหรือไม่ โดยคนนึงเชื่อว่าลอยหมดและอีกคนเชื่อว่าต้องมีเท้าใดเท้าหนึ่งแตะพื้น
เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน "การพนัน" ย่อมเกิด ทั้ง 2 เริ่มหาวิธีพิสูจน์เพื่อทำการตัดสินผลแพ้ชนะ
สุดท้ายก็ได้จ้างคนมาประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปที่ลักษณะคล้ายปืน เพราะดัดแปลงมาจากการทำงานของปืน
ซึ่งเป็นที่มาของ คำว่า "Shooting" เวลาถ่ายหนังทุกวันนี้ครับ

แล้วก็เอาไอ้กล้องที่ว่าเนี่ยติดไว้ทั่วสนาม โดยใช้ลวดหรือเชือกอะไรก็ไม่ทราบผมเกิดไม่ทัน เป็นกลไกกดชัตเตอร์
เมื่อม้าวิ่งมาก็เตะลวด(ละกัน) กล้องก็ถ่ายไว้
และแล้วก็ล้างรูปมาดูกัน ให้ตายเถอะ!!! ม้าลอยได้ ใครได้ใครเสียก็ไม่ทราบ แต่เชื่อว่าคนเสียคงหน้าแหกไม่ใช่น้อย
นั่นเป็นจุดเริ่มที่ไปสะกิดติ่งนักประดิษฐ์ที่มีนามว่า Thomas Alva Adison ซึ่งไอ้ติ่งที่ว่านี่ก็ดันไม่ได้มองแค่ภาพม้าลอยได้ภาพเดียว
ติ่งเอดิสัน ดันประมวลภาพต่อเนื่องของม้าวิ่งทีละภาพต่อกัน จนเกิดความกระสันอยากสร้าง "ภาพเคลื่อนไหว" ขึ้น
และแล้วในปี 1889 Adison ก็สร้างตู้หรรษาที่มีชื่อว่า "Kinetoscope" อ่านว่า คิเนโทสโคป (มั๊ง)
โดยใช้หลักการภาพติดตา ก็คือ ใช้ภาพนิ่งหลายภาพเรียงต่อกัน ด้วยความเร็วคงที่ภาพนั้นก็จะดูเหมือนเคลื่อนไหวได้ เจ๋งว่ะ!!!
โดยตู้ที่ว่านี่ก็จะดูภาพเคลื่อนไหวได้แค่ที่ละคนเท่านั้น โดยด้านในก็จะใส่ฟิล์มที่ถ่ายด้วยกล้อง เอดิสันประดิษฐ์ ที่ชื่อว่า "Kenetograph" อ่านว่า คิเนโทกราฟ
โดยไอ้ฟิล์มที่ว่าก็จะมีหลอดไฟอยู่ด้านหลัง ฟิล์มก็วิ่งเป็งวงรอบหลอดไฟอ่ะ นึกออกป่ะ
ด้วยความราว 48 เฟรม ต่อ 1 วินาที เร็วสาดดดดดด
ปัจจุบันใช้ 24/ sec นะครับ มากกว่า 24 ก็ไม่รู้หรอกเพราะสายตาเรารับภาพได้ที่ 24
อย่างเราดูทีวี ก็ 25 / วินาที ก็ไม่รู้สึก
ประมาณนั้น ก็คงสำเร็จและฮือฮาพอสมควร ก็เลยถูกพัฒนาต่อโดย 2 พี่น้องตระกูล Lumiere
ตอนเรียนไม่มีใคบอกด้วยว่าไอ้ "พี่น้องลูมิแอร์" เนี่ยชื่อไรมั่ง ที่สำคัญก็ไม่เสือกถามด้วย
สรุปก็คือสองหนุ่มลูมิแอร์ได้พัฒนาเครื่องที่มีชื่อว่า "Cinimatograph" โดยไอ้เจ้าซีเนมาโตกราฟ เป็นเครื่องฉายภาพยนตร์
โดยเป็นต้นแบบของเครื่องฉายทุกวันนี้ เป็นที่มาของคำว่า "ซีนีมา" ทุกวันนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น